พฤศจิกายน 27, 2022, 04:41:57 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 


หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เลือกโฮมเธียเตอร์ระบบ 5.1 หรือ 7.1 ดี?  (อ่าน 17224 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

สุวิทย์@ms-kit
นกจะบินได้สูงแค่ไหน ไม่สำคัญ ถ้ามันบินด้วยปีกของตัวเอง
Global Moderator
สมาชิกระดับ 5
****

 ขอบคุณ
ให้: 600 : รับ: 1075


ได้รับการขอบคุณ: 49
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1488 Level 31 : Exp 35%
HP: 0.1%

มนุษย์ลิขิตชะตากรรมตัวเอง


เว็บไซต์
« เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 04:47:47 PM »
แบ่งปัน


 
   
   
   ผมเชื่อว่า หนึ่งในคำถามยอดฮิตสำหรับท่านที่กำลังคิดจะเลือกชุดโฮมเธียเตอร์มาใช้ คือ จะเอาแบบ 5.1 หรือ 7.1
   แชนเนลดี? โฮมเธียเตอร์ 5.1, 7.1 คืออะไร? แตกต่างกันอย่างไร? และแบบไหนเหมาะสมกับการใช้งานใน
   ปัจจุบันมากกว่ากัน? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันครับ
   
   วัตถุประสงค์บทความนี้ เป็นหนึ่งใน "ชุดข้อมูลความรู้โฮมเธียเตอร์เบื้องต้น" สำหรับทุกท่านที่สนใจ หรือผู้ที่
   เพิ่งเริ่มสนใจ แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ให้มีแนวทางประกอบการตัดสินใจในการเลือกโฮมเธียเตอร์สักชุดหนึ่ง
   
   หมายเหตุ: สำหรับท่านที่เพิ่งอ่านบทความในชุด Basic Home Theater FAQ นี้เป็นครั้งแรก แนะนำให้อ่านบท
   ความแรกก่อน คือ
Basic Home Theater FAQ - รู้จักกับระบบโฮมเธียเตอร์ เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของระบบ
   โฮมเธียเตอร์ รวมถึงความหมายของศัพท์เทคนิคต่างๆ บางคำ ที่มิได้มีการอธิบายซ้ำในบทความนี้ครับ

    
   
   "ตัวเลข 2.0 (Stereo), 2.1, 5.1 หรือ 7.1 คือ อะไร ?"
   
   ตัวเลข 2.0 (Stereo), 2.1, 5.1 และ 7.1 มีที่มาจาก จำนวนช่องสัญญาณเสียงอ้างอิงจากมาตรฐานการบันทึก
   เสียงของแหล่งโปรแกรม
จำนวน ช่องสัญญาณเสียงดังกล่าว เมื่อนำมาสร้างความบันเทิงในบ้านพักอาศัย จึงเท่กับจำนวนของ "แหล่งกำเนิดเสียง" ที่ใช้ในขั้นตอนเล่นกลับ (Playback) หรือในที่นี้ก็คือ ลำโพง (และภาคขยาย)ในระบบโฮมเธียเตอร์นั่นเอง
   
   
      1 = Front Left, 2 = Front Right, 3 = Center, (.1) = Subwoofer
       4 = Surround Left, 5 = Surround Right
       6 = Surround Back Left, 7 = Surround Back Right
      
      ความสัมพันธ์ระหว่าง "จำนวนลำโพง" กับ "ช่องเสียง" ของมาตรฐานระบบเสียง
      
      ในภาพเป็นการอ้างอิงมาตรฐานจากหนึ่งในผู้กำหนดระบบเสียงเซอร์ราวด์ของภาพยนตร์ คือ Dolby Digital
       
   
      ยกตัวอย่างจำนวนช่องเสียง จากมาตรฐานการบันทึกเสียงคอนเทนต์ในปัจจุบัน เช่น ซีดีอัลบั้ม จากอุตสาหกรรม
      เพลง การบันทึกเสียงจะเป็นรูปแบบสเตริโอ (2 แชนเนล) การรับฟังกับซิสเต็มเครื่องเสียง ในทางทฤษฎีเพียงแค่
      มีลำโพง 1 คู่ ก็สามารถตอบสนองอรรถรสการรับฟังดนตรีจากซีดีเพลงแผ่นนั้นได้อย่างครบถ้วน ในขณะที่มาตรฐาน
      การบันทึกเสียงภาพยนตร์ เป็นรูปแบบเซอร์ราวด์หลายช่องเสียง ที่มีจำนวนมากก็เพื่อผลด้านการสร้างสนามเสียง
      รายล้อมจากหลายทิศทาง อันเป็นเอ็ฟเฟ็กต์เสียงประกอบที่เป็นเครื่องมือสร้างอารมณ์ร่วม เพื่อดึงผู้รับชม (ฟัง) เข้า
      สู่เหตุการณ์ในภาพยนตร์ 
      
      ปัจจุบันจำนวนช่องเสียงหลักสำหรับภาพยนตร์ คือ 5 และ 7 แชนเนล (จากการบันทึกเสียงในตามมาตรฐานระบบ
      เสียง Dolby Digital และ DTS) อย่างไรก็ดี ในกรณีของภาพยนตร์จะมีเสียงเอฟเฟ็กต์พิเศษอีกย่านหนึ่งที่ได้รับการ
      มิกซ์ เพิ่มเติมเข้ามา แต่มิได้เกี่ยวข้องกับทิศทางของเสียง ทว่ามีหน้าที่เติมเต็มอรรถรส "ย่านเสียงต่ำ" (Low
      Frequency Effect - LFE)
จากเหตุผลที่ช่องเสียงนี้เน้นเฉพาะย่านเสียงต่ำ (<120Hz) มิได้ครอบคลุมตลอดย่าน
      (Full-range ~20Hz - 20kHz) เหมือนเช่นลำโพงหลัก จึงใช้ตัวเลข ".1" กำกับแทนเลขจำนวนเต็ม แน่นอนว่า
      อุปกรณ์ที่รับหน้าที่ในการสร้างเสียงเอฟเฟ็กต์ย่านนี้โดยตรงในขั้น ตอนเล่นกลับ ก็คือ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ (พร้อม
      ภาคขยาย) นั่นเอง
      
      หมายเหตุ: เสียงเอฟเฟ็กต์ ย่านเสียงต่ำ มีความสำคัญมากในการเติมเต็มความสมจริง เช่น เพิ่มความลึก และหนัก
      หน่วงให้กับเสียงระเบิด เสียงไอพ่นเครื่องบิน เสียงไดโนเสาร์กระทืบเท้า เสียงคำรามของรถยนต์ ฯลฯ บางครั้งก็
      สามารถให้แรงสั่นสะเทือนได้ด้วย
   
      
           
   
   ระบบเสียง 5.1 และ 7.1 มีพื้นฐานเดียวกัน คือ เป็นระบบเซอร์ราวด์มัลติแชนเนลทั้งคู่ ต่างกันที่ระบบ 7.1 มีลำโพง
   เซอร์ราวด์แบ็คเพิ่มเข้ามาอีก 1 คู่ (SBL, SBR) เท่านั้น... แล้วลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คนี้มีหน้าที่สำคัญอย่าง
   ไร?
เดิมทีในระบบ 5.1 นั้น ลำโพงเซอร์ราวด์ (SL, SR) จะรับหน้าที่ในการถ่ายทอดเสียงเอฟเฟ็กต์ที่มีทิศทางจาก
   ด้านข้าง ครอบคลุมเลยลึกไปถึงด้านหลังตำแหน่งนั่งฟัง ในการใช้งานปกติ (ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม) เสียงเอ
   ฟเฟ็กต์จากลำโพงเซอร์ราวด์อาจตอบสนองการใช้งานได้ดี (ในการสร้างมิติเสียงรายล้อม) แต่บางสภาพแวดล้อม
   เช่น ในห้องใหญ่ ภาระหน้าที่ของลำโพงเซอร์ราวด์จะหนักมาก จากการพยายามถ่ายทอดเสียงรายล้อมให้ผล
   ครอบคลุมพื้นที่คาดหวังค่อนข้างกว้าง ในขณะที่ระยะของลำโพงจำต้องอยู่ห่างกันมาก ในจุดนี้ลำโพงเพียงคู่เดียว
   อาจมี ศักยภาพไม่เพียงพอ การเพิ่มเติมลำโพงเซอร์ราวด์แบ็ค ที่รับหน้าที่สร้างสนามเสียงเอฟเฟ็ต์ด้านหลังจุดนั่งฟัง
   โดยเฉพาะอีก 1 คู่ จึงเข้ามาเติมเต็มช่องโหว่ตรงนี้ได้ แต่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เมื่อผู้ผลิต (ค่ายผู้ผลิตภาพยนตร์)
   ทำการบันทึกเสียงสำหรับช่องเสียงเซอร์ราวด์แบ็คนี้
เพื่อให้ผลลัพธ์การรับฟังในขั้นตอนการเล่นกลับสามารถตอบ
   สนองการใช้งานได้สูงสุดดังประสงค์
    
   
   
   ปัจจุบันนอกจาก 5.1 และ 7.1 ยังมีระบบเสียงเซอร์ราวด์ที่คาบเกี่ยวคั่นกลางอยู่ คือ 6.1 กล่าวคือ เป็นการใช้งาน
   ลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คเพียงแชนเนลเดียว แต่เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่ไม่ได้รับความนิยม จึงไม่ขอกล่าวถึง
   (ในอีกนัยหนึ่ง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในระบบ 7.1 ก็สามารถตอบสนองในส่วนของ 6.1 ได้เต็มศักยภาพ)
    
   
   หมายเหตุ: ทางออกอีกวิธีหนึ่ง ที่มักถูกนำมาใช้ในการเพิ่มศักยภาพของลำโพงเซอร์ราวด์ ในระบบ 5.1 ในการ
   สร้างสนามเสียงรายล้อมครอบคลุมพื้นที่กว้างนอกเหนือจากการ ใช้ลำโพงเซอร์ราวด์แบ็ค (7.1) คือ การใช้งานลำ
   โพงเซอร์ราวด์แบบ Bipole หรือ Dipole ซึ่งเป็นรูปแบบที่ THX แนะนำ (Dipole) ทั้ง 2 ลักษณะนี้เป็นการออก
   แบบติดตั้งไดรเวอร์ลำโพงให้มีการยิงเสียงออกไป 2 ทิศทางพร้อมกัน จึงครอบคลุมพื้นที่คาดหวัง ได้กว้างกว่า แต่
   ลำโพงรูปแบบนี้จะเหมาะกับการรับชมภาพยนตร์ ที่ไม่เน้นการชี้ชัดตำแหน่งทิศทางของเสียงเซอร์ราวด์มากเท่า
   กับมาตรฐานการ ฟังเพลงแบบมัลติแชนเนล (เช่น การบันทึกเสียงของ SACD Multi-channel)
   
   
   ส่วนระบบ 2.1 เป็นรูปแบบย่อย ที่แตกแขนงออกมาจากการรับฟังแบบ 2 แชนเนล ถือเป็นรูปแบบที่ใช้ในการเล่น
   กลับ (Playback) มิใช่มาตรฐานที่ใช้ในการบันทึกเสียง โดยเป็นการนำลำโพงย่านต่ำ หรือ ซับวูฟเฟอร์มาเพิ่ม
   ความยืดหยุ่นให้กับระบบลำโพงหลัก จากเหตุผลที่การบันทึกเสียง 2 แชนเนล เป็นการมิกซ์เสียงแบบเต็มย่าน
   ตั้งแต่ต่ำยันสูง ลำโพง (และภาคขยาย) ในอุดมคติสำหรับการฟังเพลง 2 แชนเนล จึงควรต้องมีขนาดใหญ่ เพื่อให้
   การตอบสนองความถี่เสียงครอบคลุมตลอดย่านดังกล่าว การผนวกลำโพงซับ วูฟเฟอร์เข้ามาในระบบ จึงช่วยแบ่ง
   เบาภาระการทำงานในย่านความถี่ต่ำของลำโพงหลักได้ ผลพลอยได้ที่ ตามมา คือ ขนาดลำโพงจะกะทัดรัดมากขึ้น
   
   นอกจากนี้ 2.1 ยังเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบสนองเสียงย่านต่ำจากการรับชมภาพยนตร์ เมื่อทำการ Down
   mix ระบบเสียง 5.1/7.1 ไปเป็น 2.1 แม้จะยุบจำนวนลำโพงเซอร์ราวด์ลง แต่ซับวูฟเฟอร์จะยังคงรับหน้าที่สำคัญ
   สำหรับเอ็ฟเฟ็กต์ย่านความถี่ต่ำลึก หรือ .1 นี้ได้  อรรถรสหลักในการรับชมภาพยนตร์ก็จะยังอยู่ครบถ้วน เพราะช่อง
   เสียงความถี่ต่ำ ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสร้างอรรถรสในการรับชมภาพยนตร์ แต่ผล เสียของระบบ
   
   2.1 ก็มีเช่นกัน คือ เรื่องของความกลมกลืนในการเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ให้ผสานกับลำโพงหลัก หากจุดนี้ทำได้ไม่ลง
   ตัว จะรู้สึกถึงความแปลกแยกในย่านการตอบสนองความถี่รวมของระบบลำโพง ฟังแล้วมีรอยต่อของเสียงที่ไม่กลม
   กลืน จึงขาดความเป็นธรรมชาติ แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ช่วยให้เราได้ความกลมกลืนนี้ได้ง่ายขึ้นด้วยระบบ
   Auto Speaker Calibration ที่เป็นระบบตรวจวัดและตั้งค่าลำโพงโฮมเธียเตอร์ต่างๆ ให้โดยอัตโนมัติ (พบได้กับ
   AVR/Pre Processor ส่วนใหญ่ ในชุดโอมเธียเตอร์แยกชิ้น รวมถึงชุด HTiB บางรุ่น)
   
   
      
      
       
   
      หมายเหตุ: บางกรณีอาจพบเห็นตัวเลข 2.2, 5.2, 7.2 แชนเนล ฯลฯ .2 คือ จำนวนซับวูฟเฟอร์ที่ใช้ในระบบ (ในที่
      นี้ คือ 2 ชุด มักกำกับอยู่ที่ AVR) โดยเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้งานระบบเครื่องเสียง และโฮมเธียเตอร์ (ใช้ในขั้น
      ตอนเล่นกลับ มิได้เป็นมาตรฐานในการบันทึกเสียง) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเติมเต็มเสียงย่านความถี่ต่ำ โดย
      การเพิ่มจำนวนซับวูฟเฟอร์เข้ามาในระบบ (มากกว่า 1 ชุด) 

      
      
   
    
   นอกเหนือจากจำนวนลำโพงที่ต้องใช้ในระบบแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่าง "ตำแหน่งตั้งวางลำโพง" กับ
   "ตำแหน่งอ้างอิง" ตามมาตรฐานการติดตั้งระบบเสียงรอบทิศทาง ก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่ควรทราบเช่นเดียวกัน
   เนื่องจากจะส่งผลถึงศักยภาพในการตอบสนองเสียงเซอร์ราวด์ของระบบลำโพงโดยตรง ตำแหน่งที่ดีที่สุด คือ
   ตำแหน่งเดียวกับที่ผู้ผลิตใช้อ้างอิง (ในภาพเป็นการอ้างอิงมาตรฐานจากหนึ่งในผู้กำหนดระบบเสียงเซอร์ราวด์ของ
   ภาพยนตร์ คือ Dolby Digital)
    
   หมายเหตุ: 
   - รูปแบบตำแหน่งการวางลำโพงข้างต้น เป็นการอ้างอิงสภาพแวดล้อมแบบสมมาตร ระยะห่างของลำโพงซ้ายกับ
   ขวาถึงจุดนั่งฟังมีระยะที่เท่ากัน ซึ่งเป็นการจัดวางลำโพงโฮมเธียเตอร์ที่ดีที่สุดตามอุดมคติ อย่างไรก็ดีในสภาพใช้
   งานจริงระยะห่างของลำโพงอาจยืดหยุ่นจากนี้ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการกำหนดชดเชยค่ากำหนด (Distances/ Delay
   Time) อย่างเหมาะสม

    
   - ตัวเลของศา วัดจากแกนอ้างอิงเสมือน คือ แนวเส้นตั้งฉากกับจอภาพ หรือก็คือเส้นตรงที่ลากจากจอภาพไปยัง
   จุดรับชม

   
      
      ก่อนเลือกระบบโฮมเธียเตอร์ 5.1 หรือ 7.1 นั้น ในเบื้องต้นมีจุดให้พิจารณาก่อนเป็นอันดับแรก ดังต่อไปนี้
      
      1. คอนเทนต์ที่เน้นรับชม (ฟัง) คืออะไร?
      
      
หากเน้นชมรายการทีวี (ข่าว ละคร) หรือฟังเพลง (ซีดี วิทยุ) ซึ่งใช้มาตรฐานการบันทึกเสียงแบบ
      สเตอโอ (2-ch) อาจไม่มีความจำเป็นต้องจัด หาระบบลำโพงรอบทิศทางทางมาใช้ ถึงแม้ปัจจุบันระบบโฮมเธีย
      เตอร์จะสามารถจำลองเสียงเซอร์ราวด์รอบทิศทางจาก เสียงต้นฉบับแบบโมโน หรือ 2 แชนเนล ได้ แต่คงจะไม่
      คุ้มค่า จากการใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มศักยภาพที่แท้จริง กรณีนี้การจัดหาซิสเต็มเครื่องเสียง 2 แชนเนล คุณภาพสูง
      (เพื่อมุ่งเน้นฟังเพลงแบบสเตริโอ) มาใช้งาน อาจจะตอบสนองได้คุ้มค่า และตรงกับความต้องการข้างต้นมากกว่า
      แต่หากแน่ใจแล้วว่า งานนี้จัดเต็มกับการรับชมภาพยนตร์ คอนเสิร์ต หรือเล่นเกม ระบบเซอร์ราวด์โฮมเธียเตอร์ (ไม่
      ว่า 5.1 หรือ 7.1) ถือเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณาลำดับต้นๆ ครับ
      
       
   
      
      
      นอกเหนือจากคอนเท้นต์ด้านภาพและเสียงจากภาพยนตร์ และคอนเสิร์ตแล้ว ฟอร์แม็ตเพลง (ที่ไม่มีภาพเข้ามาเกี่ยว
      ข้อง) ในรูปแบบระบบเสียง "มัลติแชนเนล" ก็มีเช่นเดียวกัน แม้ว่าจำนวนจะไม่มากนัก
      โดยทั่วไปมาตรฐานสำหรับเพลงแบบมัลติแชนเนล คือ 5.1
   
   2. มีงบประมาณเท่าไหร่?
   
   เผื่อเหลือดีกว่าขาด แต่บางกรณียิ่งมากก็มิใช่ว่ายิ่งดี เพราะมันคือ "ต้นทุน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้ใช้ (หรือ
   ใช้น้อย ใช้ไม่เต็มศักยภาพ) ของที่เผื่อเหลือนั้น ย่อมจะสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย
   
   คงเลี่ยงมิได้ที่จะบอกว่า "งบประมาณ" เป็นตัวกำหนดคุณภาพของซิสเต็ม ถ้างบไม่จำกัด มีเหลือเผิ่อไว้ย่อมดีกว่า
   แต่ถ้างบจำกัด การมุ่งประเด็นไปที่เรื่องของ "คุณภาพ" มากกว่า "ปริมาณ" น่าจะตอบสนองการใช้งาน (คือ การ
   สร้างความพึงพอใจ) ได้ดีกว่า เพราะอรรถรสที่ได้จากระบบเสียงนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจาก "คุณภาพของซิสเต็ม"
   คือ คุณภาพของอุปกรณ์ และการพิถีพิถันเรื่องของการเซ็ตอัพ มากกว่าจะเน้นที่จำนวนลำโพง
ดังนี้การที่มีจำนวน
   ลำโพงมากขึ้น แต่งบประมาณเท่าเดิม ก็เท่ากับต้องลดคุณภาพของลำโพง และ/หรือ อุปกรณ์อื่นๆ ในระบบลง รวม
   ถึงการเซ็ตอัพระบบลำโพงก็จะต้องอาศัยความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
   
   หากงบราว 2 หมื่น ต้นๆ ฟันธงเลยครับว่าเล่น 5.1 ดีกว่า ในกรณีที่อยากเล่น 7.1 (ที่ได้น้ำได้เนื้อหน่อย) งบขั้นต่ำ
   จะอยู่ราวหย่อน 3 หมื่นบาทเล็กน้อย ซึ่งเป็นชุด HTiB หากเป็นชุดแยกชิ้นจะใช้งบสูงกว่านี้
   
   
      
   
      
      3. พื้นที่ใช้งาน ใหญ่-เล็ก เพียงใด?
      
      เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า ลำโพง 1 ข้าง ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็ต้องการพื้นที่ว่างในการตั้งวาง (ลำโพงเล็กจะได้เปรียบ
      ตรงความต้องการพื้นที่นี้น้อยกว่า) หากจำนวนลำโพงมากขึ้น พื้นที่ข้างต้นก็ต้องเพิ่มขึ้นตามกัน นี่ยังไม่รวมประเด็น
      ที่ว่า ตำแหน่งที่ดีที่สุดอาจจำเป็นต้องใช้ที่ทางมากกว่าขนาดลำโพงที่เห็นภายนอก (จากตัวแปรเรื่องของอะคูสติ
      ก) ไปจนถึงความกลมกลืนเรียบร้อยสวยงามจากตัวลำโพงนั้นๆ และจำนวนเส้นสายเชื่อมต่อต่างๆ แต่เหนือสิ่งอื่น
      ใด คือ สวัสดิภาพความปลอดภัย ทั้งตัวอุปกรณ์เองต้องไม่อยู่เกะกะขวางทาง ผู้ใช้หรือสมาชิกในบ้านต้องคอย
      ให้ความระแวดระวังมิให้เดินสะดุด หรือได้รับอันตรายใดๆ หรือไม่? ทำความสะอาดหรือถอดบำรุงรักษาในภายหลัง
      ได้ง่ายหรือเปล่า? ฯลฯ ดังนี้แล้ว หากที่ทางจำกัด การบรรจุลำโพง (และอุปกรณ์) จำนวนมากเข้ามาในห้องย่อมจะ
      สร้างปัญหาตามมา นอกจากจะดูอึดอัดแล้ว ผลลัพธ์ทางเสียงที่ได้ อาจไม่ดีอย่างที่คาดหวัง
      
      อันที่จริงพื้นที่สักราว 12 ตร.ม. ก็พอใช้งานระบบ 7.1 ได้ แต่ต้องเน้นลำโพงขนาดเล็กเท่านั้น ทว่าด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ ผลลัพธ์อาจจะออกแนวล้นๆ หรือรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง... โดยทั่วไปพื้นที่สำหรับระบบ 7.1 จึงควรมากกว่า 20 ตร.ม. ขึ้นไป เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างระยะห่างของลำโพง กับตำแหน่งนั่งฟังเป็นอิสระมากขึ้น โดยความกว้างของห้องไม่ควรน้อยกว่า 3.5 ม. (4 ม. หรือมากกว่า จะดีมาก) สำหรับระบบ 7.1
       
   
      
      
       "ไม่ว่าจะเลือกระบบ 5.1 หรือ 7.1 อุปกรณ์จำเป็นต้องมี 
       สำหรับการรับฟังระบบเสียงมัลติแชนเนลมีอะ ไรบ้าง ?" 
      
      
   เมื่อพิจารณาประเด็นข้างต้นแล้ว ต่อไปมาดูรายละเอียดของอุปกรณ์ที่จำเป็นในการรับฟังระบบเสียงมัลติแชนเนล
   กัน ครับ แน่นอนว่าอุปกรณ์ที่ใช้ ก็คือ อุปกรณ์สำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ ดังที่อ้างอิงในบทความ Basic Home
   Theater FAQ - รู้จักกับระบบโฮมเธียเตอร์
นั่นเอง แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระบบเสียงเป็นหลัก จึงโฟกัสไปที่
   แหล่งโปรแกรม และ อุปกรณ์ทางด้านเสียง
   
   
      
       
   
      สำหรับแหล่งโปรแกรม หากท่านชอบชมภาพยนตร์ รวมไปถึงคอนเสิร์ต หรือเกม เป็นชีวิตจิตใจ คงจะคุ้นเคยกับ
      ระบบเสียงรอบทิศทางอยู่แล้ว การสังเกตว่าคอนเทนต์ใดรองรับระบบเสียง 5.1 หรือ 7.1 บ้าง ต้องดูที่การแจ้งราย
      ละเอียดของคอนเทนต์นั้นๆ เช่น ตรวจสอบระบบเสียงได้จากปกหลังในส่วนของ Audio ซึ่ง ที่ผ่านมาระบบ 7.1
      อาจจะมีไม่มาก เทียบแล้ว 5.1 มีเยอะกว่า ดังนั้น ถ้าเน้นพิจารณาจากปริมาณคอนเทนต์ การเลือกระบบโฮมเธีย
      เตอร์แบบ 5.1 ก็น่าจะเพียงพอ อย่างไรก็ดีในปีนี้ (2012) มีแนวโน้มว่า มาตรฐานภาพยนตร์บลูเรย์ใหม่ๆ หลายเรื่อง
      ที่เป็นมาตรฐาน 7.1 มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
เรื่องเด่น เช่น Puss in Boots (DD TrueHD 7.1),
      Mission Impossible - Ghost Protocol (DD TrueHD 7.1), The Adventures of Tin Tin (DTS-HD MA
      7.1) ฯลฯ ส่วนเรื่องที่วางจำหน่ายไปแล้ว และน่าสนใจ เช่น Toy Story 3 (DTS-HD MA 7.1), Cars 2 (DTS-HD
      MA 7.1), Captain America (DTS-HD MA 7.1), Kung Fu Panda 2 (DD TrueHD 7.1) ฯลฯ
   
      
      
      ภาพด้านหลังเพลเยอร์ แสดงให้เห็นช่องต่อเอาต์พุตสัญญาณเสียงรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบดิจิทัล (HDMI/Coax
      /Optical) และอะนาล็อก ซึ่งใช้ในการส่งสัญญาณเสียง 5.1/7.1 ไปยังอุปกรณ์จำพวก
      เซอร์ราวด์ดีโคดเดอร์ (ดิจิทัล) หรือภาคขยาย (อะนาล็อก) ก่อนจะมีเสียงออกที่ลำโพง
       
   
      ส่วนระบบฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นต้องมี คือ เพลเยอร์ ซึ่ง ในกรณีของ BD/DVD Player รวมถึง HD Player ในปัจจุบัน
      รองรับระบบเสียงดิจิทัลมัลติแชนเนล 5.1/7.1 แล้ว แทบทั้งสิ้น! โดยอาศัยการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงแบบ ดิจิทัล
      มัลติแชนเนล
ไม่ว่าจะเชื่อมต่อผ่านทาง Digital HDMI, Digital Coaxial, หรือ Digital Optical Output การ
      เชื่อมต่อแบบดิจิทัลนี้ จำเป็นต้องมีภาคถอดรหัสเสียงเซอร์ราวด์มัลติแชนเนล เพื่อแปลงสัญญาณเสียงที่เข้ารหัส
      มาด้วยระบบดิจิทัล ก่อนส่งไปยังภาคขยายอะนาล็อกมัลติแชนเนล จนมีเสียงออกที่ลำโพงรอบทิศทาง
      
       
   
      
      ปัจจุบันขั้นตอนข้างต้นทั้งหมด ถูกผนวกรวมอยู่ในอุปกรณ์ที่เรียกว่า AV Receiver (AVR) แล้ว
      เพียงแค่จัดหาลำโพงมาให้ครบ และมีแหล่งโปแกรมพร้อม ก็รับฟังเสียงมัลติแชนเนล 5.1/7.1 ได้เลย
      
      ในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงแบบอะนาล็อกมัลติแชนเนล เพื่อ ใช้งานร่วมกับ AVR รุ่นเก่า หรือต่อ
      ตรงกับอะนาล็อกมัลติแชนเนลแอมปลิฟายเออร์ ซึ่งเป็นภาคขยายเพียวๆ ไม่มีเซอร์ราวด์ดีโคดเดอร์ในตัว
ต้องดูว่า
      เพลเยอร์เครื่องนั้นมี มัลติแชนเนลอะนาล็อกเอาต์พุต หรือไม่ และเป็นแบบ 5.1 หรือ 7.1 วิธีนี้จำเป็นต้องจัดหา
      สายสัญญาณอะนาล็อกเพิ่มเติม เท่ากับจำนวนแชนเนลที่ต้องใช้
   
      
       
   
      
         
         
          
      
         หมายเหตุ: ในกรณีที่ต้องการเอาต์พุตสัญญาณเสียง HD Multi-ch (DD TrueHD, DTS-HD MA) แบบ Digital
         Bitstream จำเป็นต้องเชื่อมต่อทาง HDMI เท่านั้น ! ซึ่งเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อสัญญาณดิจิทัลออดิโอ/วิดีโอ
         แบนด์วิธสูงที่สุดในปัจจุบัน อีกทั้งลักษณะภายนอกที่เป็นเพียงสายเส้นเดียว แต่ส่งสัญญาณดิจิทัลทั้งภาพ 3D ไฮ
         เด็ฟ และเสียงเซอร์ราวด์มัลติแชนเนล ไปจนถึงคอนโทรลฟังก์ชั่น และอาจรวมถึงอีเทอร์เน็ต เข้าไว้ด้วยกัน จึงเพิ่ม
         ความสะดวก ไม่จำเป็นต้องใช้สายหลายเส้น-หลายแบบ ให้สับสนวุ่นวาย

         
          
   
   
      
      
       
   
      ในส่วนของอุปกรณ์ในภาคออดิโอ อย่างชุดเครื่องเสียง และลำโพงโฮมเธียเตอร์ หากเทียบแบบแยกชิ้น กับ
      ชุด HTiB ที่มักจะเป็นระบบเริ่มต้น เน้นความคุ้มค่า อเนกประสงค์ จะพบว่าชุดโฮมเธียเตอร์แบบแยกชิ้นให้ทาง
      เลือกที่ยืดหยุ่น และหลากหลายมากกว่า จึงสามารถปรับเปลี่ยนขยับขยายระบบเสียงมัลติแชนเนลเพิ่มเติมใน
      อนาคตได้ เช่น เมื่อต้องการจะอัพเกรดจาก 5.1 ไปใช้ระบบ 7.1
       
   
      
       
   
      จากข้อดีในจุดนี้ จึงมีแนวทางหนึ่งที่แนะนำสำหรับผู้ที่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับชุดแยกชิ้น แต่ยังคงจำกัดงบ
      ไม่ให้สูงมากนัก คือ เลือกซิสเต็มลำโพง 5.1 ที่ดีที่สุดเท่าที่งบประมาณจะเอื้ออำนวยก่อน พร้อม ๆ กับเลือก AVR
      ที่รองรับระบบ 7.1
(ปัจจุบัน AVR ตั้งแต่รุ่นกลางเล็ก ขึ้นไป น่าจะเป็นระบบ 7.1 หมดแล้ว) อนาคตหากต้องการ
      ขยับขยายระบบ ก็เพียงอัพเกรดเพิ่มเติมลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คมาอีก 1 คู่ แต่ให้ใช้ซีรี่ส์เดียวกัน (จะใช้รุ่นเดียวกับ
      ลำโพงเซอร์ราวด์เลย ย่อมจะให้ความกลมกลืนที่ดี) เพียงเท่านี้ก็จะได้ระบบ 7.1 ที่สมบูรณ์... (เมื่อมีความพร้อม)
      
       
   
      
      
       
   AVR ยุคใหม่ (รุ่นกลางเล็ก ขึ้นไป) มีฟีเจอร์หนึ่งที่เรียกว่า "Bi-amp" โดยเป็นการนำภาคขยาย 2 ชุดขับลำโพงคู่
   เดียว คือคู่หน้า (ที่ออกแบบวงจรครอสโอเวอร์แบบ Bi-wire) อันเป็นแนวทางที่มักจะส่งผลให้ศักยภาพในการขับ
   ขานลำโพงสูงขึ้น จึงเหมาะมากสำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ที่เน้นฟังเพลง 2 แชนเนลด้วย อย่างไรก็ดีผู้ผลิต AVR มัก
   จะกำหนดให้ฟังก์ชั่นไบ-แอมป์ เป็นการดึงภาคขยายของลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คมาใช้ ดังนั้นจึงต้องชั่งใจว่า จะ
   ไบ-แอมป์ โดยแลกกับการใช้งานลำโพงเซอร์ราวด์แบ็คอันเป็นความต้องการในระบบ 7.1 หรือไม่ (ในขณะที่
   ไบ-แอมป์ การใช้งานระบบเซอร์ราวด์จะรองรับที่รูปแบบ 5.1)
   
   
   by ชานม !
   2012-02
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Blue Theme by Nevikup